Ch3Thailand Logo

ข่าว ข่าวด่วน ข่าวเด่น ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวยอดนิยม ประเด็นร้อน กับ ครอบครัวข่าว3

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก

หมวดข่าว:ในพระราชสำนัก

วันที่ 04 พ.ค. 62 เวลา 18:24:37 น.

จำนวนผู้ชม : 2,837

     เวลา 16 นาฬิกา 38 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์ สายสะพายนพรัตน์ราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า ทรงสวมพระมาลาเส้าสูง เสด็จลงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทางพระทวารเทวราชมเหศวรและเสด็จไปยังเกยหน้าพระทวารเทเวศรรักษา ประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยาตราริ้วขบวน


     จากนั้น เจ้าพนักงานรัวกรับให้สัญญาณ ชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ และกลองชนะ ทหารกองเกียรติยศ ถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ริ้วขบวนราบใหญ่ จัดกำลังพลทั้งสิ้น 343 นาย จาก 9 ส่วนราชการ 


    เส้นทางจากเกยหน้าพระทวารเทเวศรรักษา พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปยัง ประตูเกยวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ระยะทางประมาณ 200 เมตร จัดริ้วขบวนฯ ตามโบราณราชประเพณี ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

 

   ส่วนนำริ้วขบวน ฯ หน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็นผู้นำริ้ว 

    ตำแหน่งประตูหน้า ซ้าย ขวา เป็นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ธงสามชาย 1 คู่ สารวัตรกลองมโหระทึก กลองมโหระทึก เป็นทหารจากกรมพลาธิการทหารบก, สารวัตรกลอง และกลองชนะเงินกลองชนะทองขนาบซ้ายขวา ด้านละ 20 นาย จ่าปี่ แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ ฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหน้า ข้างซ้ายและขวา ประกอบด้วย ฉัตรหักทองขวา 5 ชั้น บังแทรก ฉัตรหักทองขวาง 7 ชั้น ตอนกลาง เป็นกำกับพระแสงหว่างเครื่องหน้า เชิญพระแสงหว่างเครื่องหน้า 6 นาย

   ปิดท้ายส่วนนำ ด้วยพระเกาวพ่าห์ (เกา-วะ-พ่า) ด้านขวาเป็น พระเสมาธิปัต ด้านซ้าย เป็นพระฉัตรชัย

   ส่วนพระราชยานพุดตานทองที่ประทับ ประกอบด้วย ผู้บอกสัญญาณ พราหมณ์เป่าสังข์1 คู่ และกรับสัญญาณ ,ตำรวจหลวงนำเสด็จ 8 นาย นายเชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ,และนายเชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ กำกับพระที่นั่งทรง ผู้ควบคุมคนแบกหาม พระที่นั่งทรง พระแสงรายตีนตอง พระที่นั่งพุดตานทองที่ประทับพระมหากษัตริย์ มี 16 คนแบกหาม พระกลด บังสูรย์ พัดโบก พระทวย พระแสงรายตีนตอง อินทร์เชิญพุ่มเงิน พรหมเชิญพุ่มทอง แถวแซงเสด็จ ขนาบซ้ายขวา รวม 24 นาย หลังที่ประทับ ถือม้ารองพระที่นั่ง ฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหลัง มหาดเล็กเชิญเครื่องตาม ประตูหลัง เป็นรูปขบวนที่ย่อจากขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ให้สัญญาณการเดินด้วยจังหวะกลอง

  สำหรับเครื่องสูงเป็นหนึ่งในสิ่งประกอบพระบรมราชอิสริยยศในขบวนเสด็จพระราชดำเนินที่ใช้ประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณี มีทั้งหมด 8 สิ่งที่ใช้ประดับพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วย ฉัตร 7 ชั้น ฉัตร 5 ชั้น ฉัตร 3 ชั้น พระกลด บังแทรก บังสูรย์ จามร และ พัดโบกซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ถ้าเป็นเครื่องสูงชนิดพระอภิรุมชุมสาย บังแทรก พระกลด บังสูรย์ ที่ใช้ประดับพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระอัครมเหสี และสมเด็จพระยุพราช จะระบุเป็น เครื่องปักหักทองขวาง แต่ถ้าสำหรับชั้นเจ้าฟ้าและชั้นพระองค์เจ้า จะเป็น เครื่องปักทองแผ่ลวดฉลุลาย


   โดยฉัตร จะมีรูปร่างคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นเป็นชั้นๆ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้มีอำนาจ และเป็นเครื่องหมายมงคลที่สำคัญ ตามคติความเชื่อของอินเดีย ใช้สำหรับแขวน ปัก ตั้ง หรือเชิญเข้ากระบวนแห่เป็นเกียรติยศ มีหลักฐานว่าไทย ใช้ฉัตรเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ สำหรับพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา สำหรับฉัตรเครื่องสูง หรือ พระอภิรุมชุมสาย เป็นฉัตรเครื่องสูงสำรับหนึ่ง ประกอบด้วย ฉัตร 7 ชั้น ฉัตร 5 ชั้น และชุมสาย หรือ ฉัตร 3 ชั้น ทั้งนี้ฉัตรพระอภิรุมชุมสาย เป็นฉัตรคนละประเภทกับฉัตรในหมวดเศวตฉัตร ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านลักษณะ สีสัน และประเภทการใช้
พระกลด หมายถึง ร่ม ใช้บังแดด บังฝน มีลักษณะเป็นฉัตรชั้นเดียว มักใช้เมื่อพระมหากษัตริย์ หรือพระราชวงศ์เสด็จออกนอกพระราชฐานในพิธีการต่างๆ
บังแทรก เป็นเครื่องสูงที่ใช้กั้นบังแดด มีลักษณะคล้ายพัด รูปแบนกลม มีขอบรูปจักๆ โดยรอบเหมือนใบสาเก มียอดแหลม ใช้สำหรับปัก หรือแห่เสด็จพระราชดำเนิน เชิญอยู่ระหว่างฉัตร 5 ชั้นทั้งหน้าและหลัง
พัดโบก เป็นพัดที่ทำด้วยใบตาล มีสองลักษณะ คือ พัดโบกรูปช้อย กับพัดโบกรูปมน โดย พัดโบกรูปช้อย ปลายพัดจะมีลักษณะงอนช้อยขึ้น ใช้สำหรับเชิญในริ้วขบวนเสด็จพระราชดำเนินพยุหยาตราทางสถลมารค ส่วนพัดโบกรูปมน ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับ ณ พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระราชบัลลังก์

   โดยขบวนราบใหญ่จะเคลื่อนจากเกยหน้าพระทวารเทเวศร์รักษา ไปตามถนนอมรวิถี เลี้ยวออกประตูพิมานไชยศรี ไปตามถนนจักรีจรัณย์ ผ่านหน้าศาลาสหทัยสมาคม ไปเทียบเกยพลับพลา แล้วทรงพระดำเนิน ไปยังชานพระอุโบสถ



   ในการนี้รักษาการผู้อำนวยการกองพระราชพิธีกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงพระราชอุทิศเครื่องราชสักการะ ต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ธูปเงินเทียนทองให้ผู้แทน กระทรวงมหาดไทยเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาปูชนียสถานสำคัญตามต่างจังหวัด ทั่วประเทศ 10แห่ง ได้แก่


- พระพุทธบาท วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
- พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก
-พระบรมธาตุ วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย
- พระธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
- พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวดนครปฐม
-พระบรมธาตุ วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช
- พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม
- พระธาตุ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่
- พระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร
- พระธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี


    ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ และถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน บูชาพระพุทธพระมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พระพุทธเลิศหล้านภาไลย แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงศีล สมเด็จสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ถวายศีลจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภ

   พระสงฆ์ 80 รูป เปล่งสังฆวาจาว่า สาธุ ขึ้นพร้อมกัน 3 ครั้ง สำหรับการประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกนั้น จะแสดงถึงการประกาศว่าพระองค์จะทรงทะนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง และให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์แก่ศาสนาทุกศาสนา

   จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินไปยังปราสาทพระเทพบิดร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงอุทิศพระองค์ ในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และประชาชน ทำให้ชาติไทยมีเอกราช มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นตราบทุกวันนี้

   ปราสาทพระเทพบิดร เดิมชื่อว่า พุทธปรางค์ปราสาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น ในปีพุทธศักราช 2398 แล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกับงานฉลองพระนครครบ 100 ปี

   จนกระทั่งรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 5 พระองค์มาประดิษฐาน และให้แปลงนามเรียกว่า"ปราสาทพระเทพบิดร"ทั้งมีพระบรมราชโองการให้มีการถวายบังคมพระบรมรูป เป็นประจำทุกปีในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งทรงกำหนดให้เป็นวันจักรี ตั้งแต่พุทธศักราช 2461 จากนั้นมีการประดิษฐานพระบรมรูปเพิ่มตามกาลเปลี่ยนรัชสมัย


    - เวลา 17 นาฬิกา 57 นาที เมื่อทรงกราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประทับพระราชยานพุดตานทองเข้าขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ยาตราไปยังเกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท


   เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้านทิศตะวันออก ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ บูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบรมอัฐิ และพระอัฐิที่แท่นมณฑลมุก ทรงกราบ จากนั้นทรงจุดธูปเทียน เครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิ และพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี แล้วกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิ และพระอัฐิ ที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร รวม 22 พระโกศ คือ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก , พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 พระบรมอัฐิสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี สมเด็จพระศรีสุลาลัย สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระสงฆ์สวดมาติกา แล้วทรงทอดผ้าไตร ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก และถวายพระพรลา ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบรมอัฐิ และพระอัฐิ แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางบันไดมุขกระสัน พระที่นั่งพิมานรัตยา เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง ซึ่งจอดเทียบที่ประตูกำแพงแก้วพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ข้างพระที่นั่งราชกรัณยสภา เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ประทับพักพระราชอิริยาบถ ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเฉลิมพระราชมณเฑียร ตามโบราณราชประเพณี

ในพระราชสำนัก

อ่านข่าวในพระราชสำนักทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Ch3Thailand

Ch3Thailand

Ch3Thailand Ch3Thailand
Mello Thailand

Mello Thailand

Mello Thailand Mello Thailand
Krobkruakao

Krobkruakao

Krobkruakao Krobkruakao

รายการข่าวย้อนหลัง

ข่าวยอดนิยม

APPLICATIONS