Ch3Thailand Logo

ข่าว ข่าวด่วน ข่าวเด่น ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวยอดนิยม ประเด็นร้อน กับ ครอบครัวข่าว3

'ทวี สอดส่อง'จี้ กกต.เคลียร์ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ 50-60 คน ถ้าปล่อยโหวตนายกฯ เสี่ยงผิดกม.

หมวดข่าว:การเมือง

วันที่ 21 พ.ค. 62 เวลา 11:53:09 น.

จำนวนผู้ชม : 306

พ.ต.อ.เอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวจี้ กกต.แสดงความชัดเจน ต่อ ส.ส.ในการถือหุ้นสื่อ ข้อความว่า

กกต.ขาดความชอบธรรม เจตนาให้ผู้ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.เข้าสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 224 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ได้กำหนดกรอบเวลาตามมาตรา 121 ที่บัญญัติว่า

“ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรก” หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย

แต่ปัญหามีว่าจำนวน ส.ส. 498 คนที่ กกต.รับรองให้เข้าสภา มีหลักฐานปรากฏแก่ กกต.และมีผู้ร้องว่าคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นจำนวน ส.ส.ที่อาจเท่ากับ หรือมากกว่าพรรคซึ่งชนะอันดับที่ 4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้เสียอีก โดยบุคคลเหล่านี้ปรากฎกับ กกต.ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามที่ไม่สามารถยื่นการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า

“บุคคลผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

การวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.จึงถือเป็นอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของ กกต.โดยตรงที่ต้องวินิจฉัย ซึ่งในหลักการ กกต.จะต้องดำเนินตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทุกรายให้ชัดเจน จึงจะประกาศให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562)

แต่ กกต.ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่เคร่งครัด จนเป็นเหตุให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติได้รับการเลือกตั้ง และ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองให้บุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ในจำนวน 498 คนด้วย ทั้งๆ ที่มีผู้ร้องคัดค้าน และมีข้อมูลหลักฐานความปรากฎกับ กกต.ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

อีกทั้ง กกต.ยังได้รับทราบก่อนการประกาศรับรองผลเช่นกันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณวางบรรทัดฐานคำพิพากษาในคดีเดียวกันนี้ ไว้อย่างชัดแจ้งว่า

“ในประเด็นการถือหุ้นดังกล่าวแต่เพียงว่า เมื่อผู้สมัครเข้ารับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือพิมพ์หนังสือจำหน่าย และจำหน่ายหนังสือพิมพ์” ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมากกว่า 9 ฉบับ)

จากการที่ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ความปรากฏว่าขาดคุณสมบัติในการรับสมัครเลือกตั้ง เข้าไปไปใช้สิทธิสำคัญในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ในทางกฎหมายถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เพราะต้องห้าม ห้ามเป็นผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93(3) ที่มีจำนวนมากถึง 60-70 คน ขณะที่เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองฝ่ายมีความก้ำกึ่งกัน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีเมื่อไร จึงมีเวลาที่เร่งด่วน สำหรับ กกต.ที่จะดำเนินการให้ถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมายได้

ดังนั้น กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทำการวินิจโดยด่วนที่สุด ไม่ควรให้ ส.ส.ที่มีความปรากฎว่าขาดคุณสมบัติสมัคร ส.ส.ไปใช้อำนาจในการลงมติเลือกประธานสภารัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจเปรียบได้กับการให้ผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริตไปเป็นผู้จัดการมรดก โดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกระทำการดังกล่าวได้

กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ ควรที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรรีบสรุปสำนวนคนที่เข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทำการพิจารณาในประเด็นเรื่องคุณสมบัติโดยด่วน เพราะการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้น ใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถทราบคำสั่ง หรือคำพิพากษาแล้ว

สำหรับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี หลังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร และเลือกนายกฯ เมื่อไร ดังนั้น ควรที่ กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลพิจารณา และพิพากษาโดยด่วน หากศาลพิพากษาว่าขาดคุณสมบัติ จะได้จัดการเลือกตั้งเป็นการด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไปปฏิบัติหน้าที่เลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ต่อไป ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งที่ สนง.กกต.ได้ใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเมื่อรวมถึงค่าใช้จ่ายทุกรายการแล้ว มีมากกว่า 8,414 พันล้านบาท เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

การเมือง

อ่านข่าวการเมืองทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Ch3Thailand

Ch3Thailand

Ch3Thailand Ch3Thailand
Mello Thailand

Mello Thailand

Mello Thailand Mello Thailand
Krobkruakao

Krobkruakao

Krobkruakao Krobkruakao

รายการข่าวย้อนหลัง

APPLICATIONS