Ch3Thailand Logo

ข่าว ข่าวด่วน ข่าวเด่น ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวยอดนิยม ประเด็นร้อน กับ ครอบครัวข่าว3

จับข่าวเท็จ Fake News ภาครัฐต้องจับมือภาคประชาชนร่วมแก้

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 02 พ.ย. 62 เวลา 16:49:07 น.

จำนวนผู้ชม : 648

 

เวทีเสวนา จัดขึ้นภายในงาน LAW CHULA CONFERENCE คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า ประเทศไทยมีคนใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 100 - 110 ล้านคน ขณะที่ในอาเซียนคนไทยใช้เฟสบุ๊คมากสุดถึง 45-48 ล้านคน ส่วนแอปพลิเคชั่นไลน์คนไทยใช้เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม(Anti-Fake News Center) เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อเท็จจริงของข้อมูลต่างๆ และรายงานผลการตรวจสอบภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อหยุดการสื่อสารของข่าวปลอม

 

  ซึ่งขณะนี้ Anti-Fake News Center มีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อสารมวลชน มากกว่า 200 หน่วยงานร่วมมือกันทำงาน เพื่อสร้างความตระหนักและเตือนประชาชนว่าข้อมูลใดที่แชร์ในโซเชียลไม่ถูกต้อง โดยพยายามให้ข้อมูล ไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามที่หลายคนเข้าใจ เพราะหากจะดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย ก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 อยู่แล้ว


การทำงานของ Anti-Fake News Center จะแบ่งการตรวจสอบข่าวปลอม ใน 4 ด้าน ได้แก่
1.ข่าวปลอมที่เกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน เช่น กรณีแชร์แม่มณี ขายตั๋วปลอม หรือรัฐบาลประกาศขึ้นภาษี 10% รวมถึงข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกทางสังคม เป็นต้น
2.ข่าวปลอมที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ เช่น พายุจะมา น้ำจะท่วมกรุงเทพ เขื่อนจะแตก
3.ข่าวปลอมเรื่องสุขภาพ เช่นการให้ข้อมูล ยา เครื่องสำอาง ที่ไม่ถูกต้อง
4.ข่าวปลอมที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ เช่น การจะเกิดระเบิดในกรุงเทพมหานคร



ส่วนในเวทีเสวนา ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการด้านกฎหมาย ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผู้มีวิสัยทัศน์ในประเด็นทางสังคม
อย่างนายพริษฐ์ วัชรสินธุ มองว่า อย่ามองโซเชียลมีเดีย ในด้านลบอย่างเดียว ส่วนตัวมองว่าโซเชียลมีเดียมีด้านบวกมากกว่าด้านลบ เพราะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและช่วยพัฒนาประเทศได้ดีกว่าอดีต เนื่องจากในสื่อโซเชียล คนกล้าพูดความจริง กล้าแสดงความเห็นมากกว่าในอดีต และสำคัญที่สุดการมีโซเชียล ช่วยให้ประชาสังคมมีอำนาจกำหนดประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม จากเดิมที่สื่อมวลชนเป็นผู้กำหนดประเด็นทางสังคมเท่านั้น เห็นได้จากข่าว เสือดำ หรือ นาฬิกาหรู ที่เป็นกระแสต่อเนื่องเพราะคนในสังคมเกิดข้อสงสัย

แต่ต้องยอมรับว่าการมีโซเชียล ทำให้เกิดข่าวปลอม หรือ Fake News ขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเป็นผู้แก้ปัญหาข่าวปลอมในสังคม เพราะถือว่ารัฐบาลคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวกับหลายข่าวที่เกิดขึ้น สาเหตุที่เกิดข่าวปลอมในสังคมไทยมาก เกิดจาก 4 ปัจจัย คือ

1. คนไทยเสพโซเชียลมีเดียร์มากขึ้น

2. ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้นซึ่งเท่าทันข่าวปลอมได้น้อยกว่าคนรุ่นใหม่

3. รายได้สื่อลดลงจึงพยายามหาประเด็นที่กระตุกอารมณ์ สร้างความนิยม  

4. ข่าวปลอมเกิดจากความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรง


ดังนั้นการแก้ข่าวปลอม ควรให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ประชาชนเป็นคนแก้ปัญหาด้วยกันเอง และควรห่างจากรัฐบาลมากที่สุด เพราะข่าวปลอมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรเป็นผู้ตรวจสอบและแก้ไขข่าวปลอม ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา เมื่อมีข่าวโจมตีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทางการจะออกแถลงการณ์หรือกล่าวว่าเป็นข่าวปลอม หรือ Fake News เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือข้อมูลที่โจมตีรัฐบาล ดังนั้นการแก้ปัญหาข่าวปลอมควรเกิดจากภาคประชาชนที่ตรวจสอบกันเอง โดยต้องดำเนินการ 4 อย่าง คือ

1.การเอาข่าวปลอมออกจากโซเชียลมีเดียให้ได้ โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นของผู้เผยแพร่ 

2.ผู้ใช้โซเชียลมีเดียร์ต้องช่วยกันแปะข้อมุลที่ถูกต้อง เป็นจริงเกี่ยวกับข่าวปลอมนั้น 

3.ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆต้องมีความรับผิดชอบ คือต้องเปิดเผยสปอนด์เซอร์หรือผู้สนับสนุน ว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน จะเท่าให้รู้ทันทีว่าข่าวปลอม อิงกับผลประโยชน์หรือการมืองกลุ่มใดหรือไม่ 

4. ควรให้ความรู้เรื่องการเท่าทันเทคโนโลยีให้กับคนในประเทศ


ทั้งนี้ยืนยัน ไม่เห็นด้วยกับการที่มีหน่วยงานจากภาครัฐ มาทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่รู้ดีทุกอย่าง คนใช้โซเชียลควรกลั่นกรองกันเอง


   ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์พิจิตตรา ศุภสวัสดิ์กุล หัวหน้าภาควารสารสนเทศและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข่าวปลอมเป็นข่าวที่กระจายได้เร็ว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในกลุ่มฮับหรือโซเชียลที่เป็นศูนย์รวมกระจายข่าว ข่าวเท็จจะไปไวมาก แม้จะมีข่าวจริงมาแก้ แต่ข่าวเท็จไม่มีวันตาย ยังคงอยู่ในระบบออนไลน์ จะขึ้นมาเมื่อไรก็ได้  ซึ่งข่าวที่ในโลกออนไลน์ จากงานวิจัย พบว่าข่าวที่มีคนแชร์กันมากที่สุด คือข่าวเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่ มุมมองในการทำงานวิจัย จึงมองว่าการเอาชนะข่าวปลอมหรือFake News กับข่าวบางประเภทไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะเป็นเรื่องความเชื่อ สิ่งที่เราเองควรจะกำกับหรือตรวจสอบอย่างจริงจัง ควรเน้นข่าวที่ส่งผลกระทบกับคนอื่น กระทบคนส่วนมาก หรือข่าวที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ เพราะไม่สามารถจัดการข่าวปลอมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียร์ได้แน่นอน


ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

CH3 Plus

CH3 Plus

CH3 Plus CH3 Plus

รายการข่าวย้อนหลัง

ข่าวยอดนิยม

APPLICATIONS