Ch3Thailand

ข่าว ข่าวด่วน ข่าวเด่น ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวยอดนิยม ประเด็นร้อน กับ ครอบครัวข่าว3

สภากาชาดไทย แจงปมหนุ่มลูกครึ่งรับบริจาคเลือดติดเชื้อ HIV ยืนยันปัจุบันปลอดภัย-แม่พอใจผลเจรจากับโรงพยาบาล ให้การรักษาตลอดชีวิต

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 11 พ.ค. 62 เวลา 12:01:15 น.

จำนวนผู้ชม : 707

จากกรณี หนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น วัย 24 ปี ป่วยเป็นลูคีเมีย ก่อนไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลชื่อดัง แต่ปรากฏว่าได้รับเชื้อเอชไอวีจากการถ่ายเลือด โดยทางโรงพยาบาลดังกล่าวชี้แจงว่า เลือดที่ให้การรักษาผู้ป่วยรับมาจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ทั้งนี้พร้อมรับผิดชอบทุกกรณี

ครอบครัวและหนุ่มที่ได้รับเชื้อเอชไอวี เดินทางไปที่ศาลากลาง จ.ปทุมธานี เพื่อ  เจรจากับตัวแทนของโรงพยาบาลบำรุงราฎร์ เกี่ยวกับการช่วยเหลือรักษาและเยียวยาแก่ผู้ป่วย ตามหลักมนุษยธรรม โดยผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลฯ กล่าวว่า การเจรจาของทุกฝ่ายเป็นไปด้วยดี ยืนยันทางโรงพยาบาลให้สิทธิ์ผู้ป่วยรักษาฟรีทุกโรคตลอดชีวิต ปัจจุบันนี้ทางโรงพยาบาลมีมาตรฐานที่สูงมากในการตรวจสอบเลือดเพื่อให้เลือดกับผู้ป่วย ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เตรียมแถลงสัปดาห์หน้า 

แม่ของหนุ่มคนดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนพอใจกับข้อเสนอของโรงพยาบาล ที่จะให้การดูแลรักษา บุตรชายทุกกรณีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรทางโรงพยาบาลก็จะดูแลรับผิดชอบตลอดชีวิต ทางครอบครัวก็สบายใจมากขึ้นถือเป็นวันที่ดีสำหรับครอบครัว  ส่วนรายละเอียดไม่ขอเปิดเผยเพราะโรงพยาบาลขอไว้ และไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ  ตนไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก เพราะกลัวกระทบจิตใจและไม่อยากซ้ำเติมบุตรชาย แต่ที่ผ่านมาตนก็พยายามให้กำลังใจลูกไม่ให้เขาเครียด คอยบอกว่าต้องอยู่ให้ได้ สภาพจิตใจดีมาก

ด้านหนุ่มที่ได้รับเชื้อเอชไอวี กล่าว การเจรจากับโรงพยาบาลฯ จบลงด้วยดี  ตอนนี้รู้สึกสบายใจ มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อในสังคม  ตนกลับคิดว่าโรคนี้ไม่ได้น่ากลัว ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือ รวมทั้งครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างให้กำลังใจมาโดยตลอด  อยากบอกว่าไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรหากจิตใจเราเข้มแข็ง ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พญ.จารุพร พรหมวงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เผยกับผู้สื่อข่าวว่า โลหิตที่จ่ายให้กับโรงพยาบาลบำรุงราฎร์ เพื่อนำไปรักษาหนุ่มวัย 24 นั้น เป็นเลือดที่ได้รับบริจาคเมื่อปี 2547 ไม่มีเชื้อเอชไอวีเป็นปกติ  แต่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีจากโลหิตที่รับบริจาคมา ซึ่งไม่ได้เกิดจากข้อผิดพลาดที่ระบบคัดกรอง เกิดจากข้อจำกัดทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า วินโดว์พีเรียส (Window Period) เป็นช่วงเวลาที่ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวีมา แต่ยังตรวจไม่พบเพราะว่าร่างกายอาจจะยังรับเชื้อมาไม่นาน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะหรือคัดกรองได้ว่าเลือดที่ได้รับบริจาคมานั้น มีระยะการฟักตัวของเชื้อประเภทใดบ้าง  ซึ่งจะพบว่าเลือดมีเชื้อเอสไอวี ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วเกิดการเพาะเชื้อจึงจะตรวจพบ

สำหรับระยะการตรวจพบเชื้อแต่ละโรคหลังเข้าสู่ร่างกายแล้ว เอชไอวีใช้เวลาตรวจพบ 5-7 วัน  ไวรัสตับอักเสบบี 24-27 วัน ไวรัสตับอักเสบซี 3-5 วัน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีในปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถตรวจหาเชื้อเอสไอวี หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อยู่ในระยะวินโดว์พีเรียสได้

จากสถิติของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้มาตราฐานการตรวจเลือดเช่นเดียวกับไทย พบความเสี่ยงเลือดจากผู้บริจาค โดยเอชไอวี  1 ต่อ 1.7 ล้านยูนิต มีความเสี่ยง 1 ถุง  ส่วนไวรัสตับอักเสบซี 1 ต่อ 1.6 ล้านยูนิต  ส่วนไวรัสตับอักเสบบี 1 ต่อ 2.6 แสนยูนิต  ขณะที่ไทยพบความเสี่ยง 1 ต่อเกือบ 2 ล้านยูนิต ถือว่ามีความปลอดภัยสูง

ปัจจุบันการบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีการคัดเลือกและตรวจเลือดผ้บูริจาคตามมาตรฐาน ระดับประเทศและระดับสากล มีมาตรการคัดกรองผ้บูริจาคโลหิตด้วยแบบสอบถามและซักประวัติพฤติกรรมความเสี่ยง มีการตรวจเชื้อทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีซีโรโลยี่ ด้วยน้ำยาที่มีความไวสูงสุด และตรวจด้วยวิธี Nucleic acid amplification test (NAT) หากผลตรวจเป็นปกติก็จะไม่มีความเสี่ยง สิ่งที่สำคัญผู้บริจาคต้องคัดกรองตัวเองก่อนว่าไม่เป็นผู้ติดเชื้อโรคใด ๆ ก่อนที่จะมาบริจาคโลหิต สภากาชาดไทยขอแสดงความเสียใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มที่ทุกกรณี

ด้านนายเกรียงศักดิ์ ไชยวงค์ ผู้เชี่ยวชาญนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หัวหน้าฝ่ายตรวจคัดกรองโลหิต กล่าวยืนยันว่าเลือดทุกยูนิต 100 เปอร์เซ็น ได้รับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อที่ติดต่อทางเลือด แต่ไม่ร้อย 100 เปอร์เซ็น ที่จะตรวจเจอด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยี เพราะต้องใช้เวลาในการเพิ่มจำนวนของเชื้อก่อนถึงจะสามารถตรวจเจอเชื้อ ส่วนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริจาค หากจะทำบุญจริงและพบว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงไม่ควรมาบริจาค เพื่อให้เลือดมีความปลอดภัยและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในปี 2523 ขณะที่ต่างประเทศยังพบเคสลักษณะเดียวกันนี้หลายราย กระทั่งหลายอาชีพถูกจำกัดในการให้เลือด และทำให้ทั่วโลกตระหนักระมัดระวังถึงความปลอดภัยในการให้เลือด

ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

CH3 Plus

CH3 Plus

CH3 Plus Application IOSCH3 Plus Application AndroidCH3 Plus Application Huawei

รายการข่าวย้อนหลัง

ข่าวยอดนิยม

APPLICATIONS