Ch3Thailand

ข่าว ข่าวด่วน ข่าวเด่น ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวยอดนิยม ประเด็นร้อน กับ ครอบครัวข่าว3

ไทยติดเชื้อเฉียดพันคนแล้ว!สธ.แถลง พบติดเชื้อเพิ่ม 107 คน

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 25 มี.ค. 63 เวลา 13:49:16 น.

จำนวนผู้ชม : 1,587

ไทยติดเชื้อเฉียดพันคนแล้ว! สธ.แถลง พบติดเชื้อเพิ่ม 107 คน
ไทยติดเชื้อเฉียดพันคนแล้ว! สธ.แถลง พบติดเชื้อเพิ่ม 107 คนไทยติดเชื้อเฉียดพันคนแล้ว! สธ.แถลง พบติดเชื้อเพิ่ม 107 คนไทยติดเชื้อเฉียดพันคนแล้ว! สธ.แถลง พบติดเชื้อเพิ่ม 107 คนไทยติดเชื้อเฉียดพันคนแล้ว!สธ.แถลง พบติดเชื้อเพิ่ม 107 คน

   กระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2563 โดย นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยล่าสุด ไทยพบการติดเชื้อเพิ่มเติม 107 คน ทำให้ยอดสะสมอยู่ที่ 934 คน รักษาหายกลับบ้านได้เพิ่ม 13 คน รวมกลับบ้านทั้งสิ้น 70 คน



โดยผู้ติดเชื้อเพิ่มวันนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก 27 คน เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ดังนี้
  4 คน เกี่ยวข้องกับเวทีมวย
  5 คน เกี่ยวข้องกับคนที่ไปสถานบันเทิง
14 คน สัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้านี้ เช่น แท็กซี่ ตำรวจ ผู้ต้องขัง
  4 คน ร่วมพิธีศาสนาที่มาเลเซีย

กลุ่มที่2 ผู้ป่วยรายใหม่ 13 คน ดังนี้
- 6 คน เดินทาง กลับจากต่างประเทศ เป็นชาวต่างชาติ 3 คน ไทย 2 คน
- 5 คน ทำงานหรือไปสถานที่ แออัด ได้แก่พนักงานร้านนวด ,เจ้าหน้าที่สนามบิน
- 2 ราย เป็นแพทย์ พี่ผู้ป่วยมายอมรับภายหลังว่าไปเวทีมวยมาทำให้จำเป็นต้องกักตัว และพักงานบุคลากรทางการแพทย์ที่ใกล้ชิด 25 คน เป็นแพทย์ 10 คน

กลุ่มที่3 คือ ผู้ที่ได้รับการยืนยันพบว่าตรวจพบเชื้อแต่ยังรอสอบประวัติ 67 คน

สำหรับผู้เสียชีวิตยังเท่าเดิม 4 ราย อาการหนักยังใช้เครื่องช่วยหายใจ 4 คน

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่าประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา มีโอกาสนำโรคไปแพร่กระจายให้กับคนใกล้ชิด กระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งการให้สาธารณสุขจังหวัด ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุข สำรวจผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อให้คำแนะนำปฏิบัติตัว แยกตัวเองอยู่บ้าน 14 วัน และประชาสัมพันธ์มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing อยู่ห่างกันประมาณ 1 ถึง 2 เมตร สวมหน้ากากอนามัย และต้องงดการรวมกลุ่มสังสรรค์ กิจกรรมต่างๆ

และหากพบผู้ป่วย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ถ้าป่วยมีโอกาสเสียชีวิต จึงอยากให้พบแพทย์ทันที อย่าปกปิดข้อมูล และขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งวันนี้มีบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย ซึ่งมีประวัติว่าตรวจผู้ป่วย และสามีได้ไปสนามมวยมาก่อน แล้วมาให้ประวัติย้อนหลัง จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์ท่านนั้น ต้องได้รับเชื้อไปด้วย

สำหรับเรื่องความพร้อมของอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวว่า นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมหารือกัน ขณะนี้มีความเป็นห่วงว่าบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์หรือ Surgical Mask ต้องเพียงพอสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ควรจะระบุให้ชัดเจนว่าบุคคลใดควรมีโอกาสได้ใช้หน้ากากทางการแพทย์ ขณะที่หน้ากาก N95 รวมถึงชุด PPE ปกป้องร่างกายทางการแพทย์ที่จะใช้กับผู้ป่วย จะต้องมีการนำเข้า ซึ่งอยู่ระหว่างการสั่งซื้อ รวมถึงยาฟาวิพีราเวียที่ใช้รักษา ซึ่งเบื้องต้นประเมินไว้ว่าหากมีผู้ป่วย 5,000 คน จะต้องใช้ยาถึง 3.5 แสนเม็ด โดยเบื้องต้นได้รับการตอบรับมาว่าเดือนเมษายนนี้จะได้ 2 แสนเม็ด ซึ่งน่าจะเพียงพอกับความต้องการช่วงนี้

ส่วนเรื่องชุดตรวจเชื้อ นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะนี้มีภาคเอกชนกว่า 10 บริษัท ต้องการบริจาค แต่ตรวจสอบแล้วมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ได้มาตรฐาน เพราะส่วนใหญ่ที่จะบริจาคไม่ได้เป็นชุดตรวจเชื้อ แต่เป็นชุดตรวจหาแอนติบอดี ซึ่งขณะนี้มีวิธีการตรวจที่สุดคือการตรวจเชื้อโพรงจมูกด้านใน ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่กระทรวงสาธารณสุขก็พร้อมใช้ทุกวิธีการ และขอความร่วมมือพยายามลดการติดเชื้อ เพื่อจะได้เพิ่มปริมาณของน้ำยาตรวจ ซึ่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังยืนยันว่า น้ำยามีจำนวนเพียงพอใช้ได้ ส่วนคนที่ไม่ได้ป่วยและไม่มีอาการ แต่รู้สงสัย ก็ควรจะอยู่บ้าน เพื่อเก็บสะสมปัจจัยให้กับคนป่วยไว้สู้กับเชื้อโรคจริงๆ ขอสำรองไว้ให้กับผู้ที่มีอาการเข้าเกณฑ์

ส่วนการแพร่ระบาดเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้วหรือไม่ นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า คณะกรรมการวิชาการตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ จะเป็นผู้ที่ให้เกณฑ์และประกาศ แต่เบื้องต้นขอให้งดการรวมกลุ่ม ไม่อยากให้เกิดความร่วมมือที่ย่อหย่อน เพราะเส้นกราฟผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดกำลังจะพุ่งขึ้น หากไม่ให้ความร่วมมือ เตียง ห้อง ICU เครื่องช่วยหายใจ จะไม่พอ

ส่วนกรณีผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวว่า เพิ่งได้เห็นในรายงานเข้ามา โดยระบบการสอบสวนโรคจะมีการเข้าไปและแยกผู้ติดเชื้อ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะมีระบบการค้นหาโรคติดต่อในผู้ต้องขังอยู่แล้ว อย่างเช่น กรณีวัณโรคซึ่งสามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านอากาศ มีการจัดห้องควบคุมโรค ซึ่งทีมการแพทย์และผู้บัญชาการเรือนจำทำงานอย่างใกล้ชิด หากมีอาการ ก็มีพื้นที่แยกผู้ป่วย หากอาการหนัก ก็นำไปสู่การรักษาในโรงพยาบาล

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก โดยกรมควบคุมโรคร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ ให้ช่วงนี้ประกาศงดเยี่ยม ซึ่งสิ่งสำคัญขณะนี้คือผู้ต้องขังรายใหม่และผู้ต้องขังที่ย้ายเรือนจำ จะต้องมีการคัดกรองว่ามีไข้หรือมีความเสี่ยงหรือไม่ และจะมีการใช้พื้นที่แยก เพื่อไม่ให้เกิดการติดต่อผู้ต้องขังรายอื่น

นายแพทย์อัษฎางค์ ยังสรุปสถานการณ์ทั่วโลกว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยัน 407,670 ราย รักษาหายแล้ว 104,673 ราย มีอาการรุนแรง 12,547 เสียชีวิต 18250 โดยประเทศผู้ป่วยสูงสุด 20 อันดับแรกตัวเลขยังอยู่ที่ประเทศจีน อิตาลี สหรัฐอเมริกา สเปนเยอรมนี อิหร่าน และมีประเทศเพิ่มใหม่ 2 ประเทศคือลาวและพม่า ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 32 ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 3 วันนี้ รวมแล้ว 934 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อมีสัดส่วนเพศชายอยู่ที่ร้อยละ 62.7 โดยผู้ป่วย 1 ใน 5 ไม่แสดงอาการ ขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในกรุงเทพมหานคร 347 ราย ต่างจังหวัดมีผู้ติดเชื้อกระจายไปแทบทุกภาคแล้ว โดยกลุ่มที่ไปสัมผัสที่ไปสนามมวยประมาณร้อยละ 25 แหล่งสถานที่ท่องเที่ยวผับและบาร์ประมาณร้อยละ 10 พื้นที่เสี่ยงประมาณร้อยละ 10 และอาชีพเสี่ยงประมาณร้อยละ 10 เปอร์เซ็นต์

แพทย์หญิงปฐมพร ศิรประภาศิริ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กล่าวถึงการประเมินโรคว่า ขอให้เริ่มประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ โดยเฉพาะของโรงพยาบาลราชวิถี เช่น เมื่อมีอาการไข้ อุณหภูมิมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ รวมถึงหามีประวัติเกี่ยวข้องกับผู้ที่เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง หรืออาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วย ก็ควรจะทำแบบทดสอบความเสี่ยงนี้ ซึ่งภาพรวมอาการผู้ป่วยทั่วโลกกว่าร้อยละ 80 มีอาการไข้หวัด ร้อยละ 7 ถึง 15 มีอาการปอดอักเสบ และร้อยละ 3 ถึง 5 ปอดอักเสบรุนแรง พร้อมย้ำว่าการแพทย์ประเทศไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่น อัตราการเสียชีวิตยังอยู่ที่ร้อยละ 0.4

แพทย์หญิงปฐมพร ยังกล่าวถึงกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบคืออายุมากกว่า 60 ปี มีภาวะอ้วน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับแข็ง โรคเบาหวาน หากมีอาการไอให้กินน้ำ มีน้ำมูกให้กินยาลดน้ำมูก นอนพักผ่อนเยอะๆ และเว้นระยะห่างจากสังคมหรือ Social Distancing เป็นเวลา 14 วัน


ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

CH3 Plus

CH3 Plus

CH3 Plus Application IOSCH3 Plus Application AndroidCH3 Plus Application Huawei

รายการข่าวย้อนหลัง

ข่าวยอดนิยม

APPLICATIONS