Ch3Thailand Logo

ข่าว ข่าวด่วน ข่าวเด่น ข่าวสด ข่าววันนี้ ข่าวยอดนิยม ประเด็นร้อน กับ ครอบครัวข่าว3

7th Sense ไอดอลสาวกับเสน่ห์เพลงไทยป๊อปยุค 90's

หมวดข่าว:บันเทิง

วันที่ 12 ก.ค. 61 เวลา 17:55:14 น.

จำนวนผู้ชม : 1,342

ต้องยอมรับว่ากระแสไอดอลในไทยเติบโตขึ้นเร็วมาก จนปัจจุบันเริ่มเกิดกลุ่มไอดอลใหม่ขึ้นในวงการเพลง และ 7th Sense เป็นอีกหนึ่งวงไอดอลที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนทำเพลง และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ที่น่าสนใจคือวงไอดลอนี้มีความแตกต่างกับวงไอดอลอื่นๆ ตรงสไตล์เพลงที่มาแบบไทยป๊อป "T-Pop" ที่จะทำให้คนฟังนั้นย้อนวัยดนตรีไปในเพลงไทยยุค 90's

ในบทความนี้ ผมได้คุยกับ 7 จาก 20 สาว ของวง 7th Sense พวกเธอจะน่ารักสดใสขนาดไหน มีมุมมองของการเป็นไอดอลอย่างไร มาลองอ่านกันดูดีกว่าครับ


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222411.jpg

ผู้บริหารวง 7th Sense

ทำไมถึงเลือกที่จะมาเป็นไอดอลกับ 7th Sense

แพรวเล็ก :  โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบร้องชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กค่ะ พอขึ้น ม.ต้น ได้มีโอกาสไปสัมผัสวงการไอดอลของญี่ปุ่น คือบางที่ก็แบบไปดูคอนเสิร์ต ทั้งที่ไทยและที่ญี่ปุ่น พอลองศึกษาดู ไอดอลมันไม่ใช่แค่การเป็นแบบอย่าง หรือแค่คอยให้กำลังใจแฟนคลับเพียงเท่านั้น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น มีทั้งร้องเพลง เต้น ละครที่ทำให้เราสามารถฝึกในหลายๆ ทางได้ ตอนนั้นหนูเห็นมีเปิดรับสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก มันเลื่อนๆ แล้วก็เจอ แล้วแบบอายุเราได้พอดี ก็เลยตัดสินใจเลยว่าแบบต้องลอง ต้องทำ ต้องลองออดิชั่นดู เพราะว่าเมื่อก่อนก็อาจจะมีบางวงเปิดขึ้นมา แต่ด้วยอายุด้วยความเหมาะสมในตอนนั้นอาจจะยังไม่มีเวลา หรือเวลาอาจจะยังไม่ลงตัว

ตังตัง : ที่มาวง 7th Sense จริงๆ ก็น่าจะเหมือนๆ กันว่าเป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ และที่ชอบร้องเพลงชอบเต้น อยู่ที่บ้าน อยู่ในห้องน้ำ อยู่บนรถก็จะร้องเพลงแหกปาก แต่อย่างของตังจะมีเรื่องการเรียนมาด้วยค่ะ อย่างเช่นถ้าเรียนก็จะไม่สามารถมาตรงนี้ได้ แล้วยิ่งตอน ป.โท ที่ตังต้องไปเรียนต่างประเทศ มันก็เหมือนต้องทิ้งความฝันเอาไว้ก่อน แล้วพอตอนนี้เรียนจบ ป.โท แล้วกลับมาไทย ก็มีพี่ที่รู้จักแนะนำว่า มีวง 7th Sense กำลังหาสมาชิกอยู่ เราเห็นว่าเป็นโอกาสดีเพราะอายุเราไม่เกิน เลยลองดู ทำตามความฝันตัวเอง ก่อนที่จะไม่ได้ทำ

แองจี้ : ตอนแรกมีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ อยากร้องเพลงชอบการร้องเพลงเพราะรู้สึกเหมือนว่าอยากสื่อสาร ส่งความสุขไปถึงคนดูผ่านบทเพลง พอได้รับโอกาสได้เข้ามาออดิชั่นวงนี้ก็รู้สึกดีใจมากๆ เลย ได้ร้องเพลง ได้เข้ามาพัฒนาค่ะ แล้วพอไปออดิทอเรียมแล้วได้เจอแฟนคลับ เขาร่วมร้องไปกับเรา เขาเข้ามาให้กำลังใจเราในเพจว่าเขาดีใจมากที่เขาได้มาร้องเพลงกับเรา เราก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น แล้วเราเหมือนกับว่าได้ทำตามความฝันด้วย และได้ส่งความสุขให้คนดูด้วย

น้ำหวาน : คือหนูไม่ได้ติดตามทางไอดอลญี่ปุ่นเหมือนพี่แพรวเล็กมาก่อน หนูเหมือนพึ่งเข้ามาเรียนรู้ใหม่ แต่ก็ชอบมากเลย ที่พี่แองจี้บอกว่า แฟนคลับเขาตื้นตันคือ มีวันหนึ่งแฟนคลับส่งข้อความมาในเฟซบุ๊กของออฟฟิเชียล หนูเข้าไปอ่าน แต่หนูตอบไม่ได้นะคะ มีส่งมาว่า "วันนี้มีออดิทอเรียม เขาตื่นเช้ากว่าทุกวัน ตื่นเข้ากว่าไปทำงานเพื่อมาดูพวกเรา" แฟนคลับส่งมายาวมากหลายคนมากๆ หนูรู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนคลับ อยากทำต่อไปเรื่อยๆ

วาวา : วาเคยอ่านสัมภาษณ์ของดาราคนหนึ่งเขาบอกแบบว่า สื่อสมัยนี้พวกสื่อออนไลน์มันสำคัญ มันจะดันให้สังคมไปทางไหนก็ได้เพราะตอนนี้ทุกคนเข้าถึงง่ายมาก ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งที่แบบออกมาแสดงด้านดีๆ ให้สังคมเห็น ให้เขาเห็น ความตั้งใจ เป็นแรงผลักดันทางด้านดีให้เขา น่าจะดีกว่าที่ไปโพสต์อะไรที่ทำให้สังคมไปในทางที่แย่ๆ


พ่อแม่คัดค้านไหมที่เราเลือกเป็นไอดอล


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222426.jpg

เวเฟอร์ : คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนค่ะ เวลาที่จะมาทุกวันคุณพ่อจะให้คุณแม่มาเป็นเพื่อน ท่านรู้สึกว่ามันเป็นความฝันของหนู หนูอยากทำอะไร เขาก็อยากทำให้มันสุดเท่าที่หนูต้องการ ไม่มีคัดค้านทั้งพี่น้องก็ไม่ได้คัดค้านว่าเรามาอยู่ตรงนี้ แต่เขาก็พูดนะคะ ว่าให้เราตั้งใจเรียน แล้วตอนที่หนูไปสอบทั้งที่อยู่วงนี้ หนูก็ได้เอ หนูเลยรู้สึกว่าเราสามารถทำทั้งสองอย่างให้มันดีได้ค่ะ

น้ำหวาน : คือตอนแรกเรียนธุรกิจมาใช่ไหมคะ แต่พึ่งมารู้ว่าเรามีความฝันตรงนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เราเก็บมันไว้ในส่วนลึกของหัวใจแล้วไม่ทำมัน จนกระทั่งเราเจอ เราเริ่มอยากทำ เรารู้ว่าตรงนี้เราทำแล้วเรามีความสุขมากทุกครั้งที่ได้ทำค่ะ ต้องคุยกับพ่อแม่หลายรอบมากจริงๆ เขาพูดหลายรอบว่าไม่อยากให้ไป เหมือนกับทำงานที่มันมั่นคง คุยหลายรอบเรื่องของความปลอดภัยด้วย หนูบอกกับเขาว่า หนูตั้งใจจริงๆ มันเป็นความฝันของหนู หนูขอลองทำ สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ขอลองเถอะ ชีวิตนี้ถ้าไม่ได้ทำหนูคงเสียดายก่อนตาย ตอนนี้พ่อแม่ก็โอเคแล้ว ถึงปากเขาจะบอกว่าไม่อยากให้มาทำเลย แต่เขาไปรับไปส่งตลอด

วาวา : ถ้าพูดถึงเรื่องการสนับสนุน จะคล้ายๆ พ่อน้ำหวาน เขาจะคอยเช็คว่ายังขาดตรงนี้ ให้ลองโพสต์รูปเยอะๆ ที่บ้านเขาเชื่อในการตัดสินใจของหนู คือตอนที่หนูติดแล้ว จะเซ็นสัญญาหนูก็คิดแล้วว่าจะบอกกับเขายังไง จะคุยยังไง เขาจะให้ไหม เขาก็บอกแล้วแต่เลย เขาเชื่อว่าเราทำได้ เขาไม่เคยบังคับอะไรเลย แค่หนูชอบ เขาเห็นว่าหนูตั้งใจ ก็ให้ลองทำดูค่ะ


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222418.jpg

ตังตัง :อย่างที่บอกว่าเรามีความฝันทางด้านนี้ตั้งแต่เด็กๆ ใช่ไหมคะ ตอนเรียนป.ตรี ได้มีโอกาสเริ่มไปแคสงาน โฆษณา ถ่ายละคร ก็มีความรู้สึกว่าชอบแล้ว ไม่ใช่คอมพิวเตอร์แล้ว แต่ก็เรียนให้จบเพื่อที่บ้านและเพื่อคุณแม่ พอจบป.ตรี เราก็มีโอกาสได้ทำงานพิธีกรและโฆษณาด้วย พอจบป.ตรี อาจารย์มาทักว่ามีทุนไปต่อ ป.โท ที่จีน พอสมัครแล้วปรากฏว่าได้ เลยคุยกับแม่ว่าได้ทุนแล้วแต่หนูไม่อยากไปเลย หนูได้ทำตรงนี้แล้ว หนูชอบ หนูไม่อยากไป แต่อาจารย์บอกว่าไม่ได้แล้ว เขาให้เราแล้ว ถ้าเราไม่ไปก็เหมือนเสียความสัมพันธ์ที่ดีไป เลยไปเรียนต่อป.โท 2 ปี พอกลับมา เรื่องอายุมันก็เยอะระดับหนึ่งแล้ว หนูเลยขอแม่ 1 ปี เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ว่าอยากทำตามความฝันตรงนี้ แต่ใจรู้เลยเพราะแม่ก็ถามว่าไม่ลองสมัครงานดูหรอ เพื่อนคนอื่นเขาก็ทำงานแล้วนะ ได้เงินเดือนทุกเดือน แต่ของเราไม่แน่นอนไม่มั่งคง แต่เขาก็สนับสนุน เขาก็รู้ว่าเราชอบตรงนี้ เขาให้เราทำ แต่เขาก็เป็นห่วงว่ามันจะไม่มั่นคงหรือเปล่า

แองจี้ : ของแองจี้คล้ายทุกคนที่พูดมาเลย บ้านแองจี้ค่อนข้างเข้มงวดแบบคาดหวังสูงด้วยเพราะแองจี้เป็นพี่คนโต ตั้งแต่เด็กที่บ้านแองจี้เขาจะให้กฎ เขาขอแค่เรื่องเรียน ต้องเรียนให้จบตรีและเรียนจุฬาฯเท่านั้น เขาอยากให้ทำงานประจำเหมือนที่บ้านตังตัง มีเงินเดือนเหมือนชีวิตคนอื่นเขา เขาบอกแองจี้ว่าอยากจะทำอะไรเพิ่มก็ได้ แต่ต้องทำพื้นฐานที่เขากำหนดอยู่แล้วให้ได้ด้วย


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222423.jpg

ต้นมอส : ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาค่ะ เพราะว่าเหมือนกับแบบเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก เรียนเต้นมาตั้งแต่ 3 ขวบ ขอคุณแม่ พอเรียนจบปุ๊บ สอนบัลเลต์ ตอนแรกก็บอกแม่ว่าจะมาเข้า 7th Sense นะ แม่ก็ถามนิดนึงประมาณว่า แล้วจะแบ่งเวลาได้ไหม จะมั่นคงหรือเปล่า คุณแม่ไม่ได้มีปัญหา แต่ว่าจะเตือนตลอดว่าถ้าทำตรงนี้แล้วอย่าทิ้งการสอนบัลเลต์นะ คือที่บ้านจะค่อนข้างเคร่งเรื่องกฎระเบียบ เวลาอยู่บ้านต้องมีตารางว่า 7-8 โมง ตื่น 8-9 โมงอาบน้ำ คือต้องมีตาราง

แพรวเล็ก : สำหรับแพรวเล็กจะคล้ายๆ ทุกคนเลย คือที่บ้านจะเคร่งมาก ยิ่งเรื่องเวลาคุณพ่อจะเข้มงวดมาก เราต้องมีความรับผิดชอบ ต้องตรงเวลาอยู่เสมอ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนในสิ่งที่ทำค่ะ แต่จะมีเงื่อนไขตามมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแล้ว หนูอยากไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น คุณพ่อก็สนับสนุนแต่มีกฏว่าอย่างน้อยต้องจบได้เกียรตินิยมนะ ต้องได้เอทุกตัวนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูอยากทำจริงๆ ถ้าเรามีความตั้งใจทำไมจะทำไม่ได้ หนูเลยเรียนจบภายใน 3 ปีครึ่งได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ไม่เอทุกตัว เป็นคนไม่เก่งบริหารค่ะแต่จะได้เอทุกตัวทางฝั่งญี่ปุ่นแทน จะมีเงื่อนไขแบบนี้มาตลอด จนกระทั่งช่วงเวลาทำงาน ตอนแรกทำงานประจำอยู่แล้วออดิชั่นผ่าน คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน แต่บอกว่าเราต้องรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองนะ คือไม่ใช่ว่าทำฝั่งนี้ดีแล้วฝั่งหนึ่งจะด้อยลงไป



มีวิธีฝึกฝนพัฒนาตัวเองอย่างไร

ตังตัง : ออดิชั่นเข้ามาไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนร้องเก่งหรือว่าเต้นเก่ง บางคนอาจจะร้องเพี้ยนด้วยหรือว่าเต้นไม่ได้เลย แต่พี่ๆ เขาก็อาจจะเห็นบุคลิกหรือความตั้งใจของพวกเราค่ะเพราะฉะนั้นเราเข้ามาปุ๊บ ก็จะต้องมีคลาสสอนร้องเพลง สอนเต้น เพราะว่าจริงๆ แล้วการเป็นศิลปิน นอกจะร้องจะเต้นแล้ว ต้องฝึกบุคลิกภาพ ฝึกระเบียบวินัย การพบสื่อการวางตัวด้วยค่ะ และบางทีการร้องเพลงอาจจะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อที่จะได้เจาะลึกนักเรียนแต่ละคนมากขึ้น

เวเฟอร์ : วันออดิชั่น ด้วยความตื่นเต้น หนูร้องแล้วเปลี่ยนทำนองให้วงของตัวเอง แถมร้องก็เพี้ยน แต่ตอนนี้ พี่พิมกับครูเอกก็ชมว่าดีขึ้นนะ รู้สึกว่าโอเคขึ้นเพราะว่าอยู่บ้านหนูเปิดยูทูปฟังเพลงหลายแนวและทำอารมณ์ไปตามเพลง เพลงเศร้าหนูก็จะร้องไห้ไป เพลงมีความสุขก็จะยิ้มไปกับเพลง หนูจะทำอารมณ์เหมือนสอนแอคติ้งให้ตัวเอง ทำตามเนื้อเพลงเลยค่ะ


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222412.jpg

น้ำหวาน : หนูเองก็รู้สึกว่าตัวเองร้องเพี้ยนมากๆ เคยไปเรียนร้องเพลงมาบ้าง ช่วงปิดเทอม หนูก็พยายามตั้งใจวอร์มเสียงให้ได้ทุกวัน เปิดคลิปวอร์มเสียง นั่งซ้อมที่บ้านแล้วก็มีการซ้อมเปียโนด้วย คือหนูเล่นเปียโนได้ แล้วหนูอัดคลิปลงยูทูปแฟนคลับรีเควสขอเพลงมา ขอกันมาเยอะมาก หนูต้องทยอยซ้อมเพื่อให้แฟนคลับได้ฟังค่ะ ตั้งใจเลยค่ะว่าต้องได้วันละ 1 ชม. เป็นมาตรฐานค่ะ

แองจี้ : หนูเป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยค่ะ ร่างกายเหมือนกับไม่ค่อยคล่องหรือยืดหยุ่น ท่าเต้นส่วนใหญ่มันจะเป็นแบบการแยกส่วนร่างกาย แล้วท่าเยอะมาก บางที 1-10 ภายในแป๊บเดียวแล้วแองจี้จำไม่ได้ ต้องเต้นต้องโยกขาแล้วมันไม่ลงจังหวะสักที ตอนแรกก็รู้สึกเหมือนกันว่าเต้นไปครึ่งเพลงแล้ว จะจำได้ไหม เลยใช้วิธีจำท่าให้เร็วที่สุดว่ามีท่าไหนบ้าง และพอเริ่มทำท่าได้แล้วค่อยมาเก็บรายละเอียดให้มันถูกต้องค่ะ


คิดว่าอะไรคือจุดเด่นของเรา


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222427.jpg

วาวา : คงเพราะใส่แว่นหรือเปล่าคะ เวลายิ้มแล้วไม่มีตา เวลายิ้มแล้วตาหายไปหมดเลย คงเป็นแบบรอยยิ้มอะไรอย่างนี้ค่ะ

แองจี้ : จุดเด่นก็อาจจะเป็นรอยยิ้ม ความสดใสแล้วก็ความพยายามค่ะ อันนี้แฟนคลับบอกมา มีสโลแกนนะคะ ตอนนี้เป็นแองจี้ค่ะ แต่จะเป็นแองเจิ้ลในใจทุกคน

น้ำหวาน : ตาหนูก็หายเหมือนกัน แฟนคลับจะชอบแซวลืมตาแล้ว ลืมตาด้วย นอกจากนั้นก็คงเป็นเรื่องของเปียโน หนูเรียนเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ  แล้วก็สอบเกณฑ์มา เล่นได้แล้วก็โพสต์ลง แฟนคลับก็ชอบ ก็รีเควสขอมา ตอนนั้นไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไปถามพี่พิมว่าเสน่ห์ของหวานคืออะไร พี่พิมบอกว่าเรื่องการพูด ซึ่งหวานไม่เคยรู้ แต่หวานเป็นพิธีกรประจำคณะอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็รับพิธีกรอีเวนท์ หรือแข่งพูดสุนทรพจน์ หรือโต้วาที

เวเฟอร์ :อาจจะเป็นเพราะหนูมองโลกในแง่ดีมาก จะสดใสเกินเหตุ สดใสเกินทุกคนค่ะ และก็ชอบยิ้มค่ะ ยิ้มเยอะ ยิ้มจนเห็นเหงือก รู้สึกว่าแฟนคลับชอบในความสดใส

แพรวเล็ก : ส่วนหนูน่าจะเป็นที่เสียง เสียงจะเล็กกว่าชาวบ้าน สโลแกนก็ถ้านึกถึงเสียงเล็กๆ ให้นึกถึงแพรวเล็กน้า โดดเด่นอีกอย่างก็น่าจะสายญี่ปุ่นมาเลย ญี่ปุ่นแท้

ตังตัง : ของหนูก็เป็นเรื่องมุขแป๊กๆ เป็นคนร่าเริง ชอบยิ้ม แก้มบานเล่นมุขแป๊กอะไรอย่างนี้

ต้นมอส : ของหนูจะเป็นสาวสไตส์เท่ห์ๆ ขรึมๆ  ถ้าสมมุติว่ายืน 20 คน หนูจะนิ่งสุด


คิดว่าเราแตกต่างจากวงไอดอลอื่นอย่างไร

น้ำหวาน : เราเป็นไทยป๊อปไอดอล คือเป็นของไทยค่ะ สังเกตได้จากวัฒนธรรมทั้งเรื่องของเพลงแนวเพลงของเราก็จะค่อนข้างแตกต่าง เพราะเราแต่งเอง คนไทยเป็นคนแต่ง และก็มีสไตส์กลิ่นไอของยุค 90 เขามาเล็กน้อย เหมือนคอนเซ็ปต์สัมผัสรักใช่ไหมคะ 7th Sense คือความรักระหว่างเมมเบอร์แต่ละคนกับแฟนคลับอย่างนี้ค่ะ อย่างการพบกันที่ออดิทอเรียม ให้แฟนคลับเห็นความพัฒนาของพวกเรา และเป็นการส่งกำลังใจถึงกันและกัน

ตังตัง : จริงๆ คอนเซ็ปต์ของวงคือการนำเพลงยุค 90 ที่แบบตอนนั้นฮิตมากเลย ตอนนั้นยุคเพลงไทยกำลังเฟื่องฟู เราต้องการนำความสนุกของเพลงไทยนั้นกลับมาอีกครั้ง แต่ว่าแนวเพลงของเราเนี่ย อย่างที่น้ำหวานบอก คือเอาแนว 90 มาแต่ว่าเราจะบวกความเป็นอิเล็กทรอนิกส์ให้เต้นไปด้วยได้ค่ะ

http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222413.jpg
 
ประทับใจเรื่องอะไรบ้างกับสิ่งที่แฟนคลับทำให้เรา

แองจี้ : ตอนไลฟ์ผ่านโซเชียล เราก็ได้เล่าความเป็นส่วนตัวหรือเรื่องของเราให้แฟนคลับฟัง คือแองจี้จะบอกแฟนคลับว่าแองจี้เป็นคนที่ชอบดูซีรีส์มากทั้งไทยและเกาหลี ชอบทานมะม่วง แฟนคลับก็ส่งภาพมะม่วงพันธุ์ต่างๆ มาโพสต์ในเพจของแองจี้และถามว่าชอบมะม่วงพันธุ์นี้ไหม เคยลองหรือยัง หรือว่าหาซีรีส์ใหม่ๆ มาโพสต์แนะนำให้ไปดู รวมถึงตอนที่เวลาเราป่วย ท้อแท้ เขาก็จะคอยสนับสนุนเรา เป็นแรงผลักดันบอกเราว่าเราเป็นความสุขของเขานะ อย่าหายไปไหน อยู่ด้วยกันนานๆ เขาก็จะเป็นกำลังใจให้เรา เราก็รู้สึกเหมือนมีแฟนคลับเป็นครอบครัวเรา อีกครอบครัวหนึ่ง จากที่เราเหงาๆ เราก็มีทุกคน ก็ดีใจค่ะ


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222419.jpg

ตังตัง :แต่ก่อนไม่เคยมีแฟนคลับหรือว่าไม่เคยมีคนมาเชียร์อะไรอย่างนี้มาก่อน พอได้มาอยู่ตรงนี้ก็มีคนรู้จักเรามากขึ้น มีคนทำแฟนเพจให้ ทำไอจีให้ ได้รู้ว่ามีคนเชียร์เราอยู่นะ มีคนคอยสนับสนุนเราอยู่นะ เหมือนทุกๆ ครั้งที่เราพบเจอเรื่องหนักใจหรือเครียดอะไรมา เราก็รู้ว่ายังมีอีกครอบครัวที่คอยเชียร์คอยให้กำลังใจเราอยู่ เป็นกำลังใจให้กันและกัน

น้ำหวาน : หนูเล่นเปียโนแล้วมีแฟนคลับส่งข้อความมายาวมาก ว่าหวานเป็นกำลังใจให้เขาสอบเปียโนเกรด 8 หวานเล่นเปียโนเพลงเดียวกันทุกเพลงกับที่เขาสอบ เขาเอาไปซ้อมตาม เพราะว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะเรียนหนัก เวลาซ้อมเปียโนไม่ค่อยมี และปกติสอบทีมันจะสอบเยอะมากๆ วันละหลายชั่วโมง คนที่ซ้อมหนักจริงๆ คือวันละ 6 ชั่วโมง เขามีกำลังใจในการซ้อมเพราะเห็นเราเล่น ดีใจมากเพราะไม่เคยคิดเหมือนกันว่าการที่เราเล่นเปียโนอย่างเดียว จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้


เราจัดการกับการไลฟ์ หรือโพสต์รูปลงโซเชียลอย่างไร

ต้นมอส : หนูจะดูก่อนนอนว่าพรุ่งนี้จะโพสต์รูปอะไร จะคิดแคปชั่นให้มันคล้องจองกับรูปถ้าคิดไม่ออกจริงๆ อาจจะเป็นเหมือนเป็นคำให้กำลังใจหรือจะเป็นคำอะไรที่ตลกๆ ส่วนเรื่องไลฟ์จะคิดเรื่องไว้ เช่นวันนี้จะมาแนะนำตัว วันนี้จะมาคุยเรื่องสัตว์นะ จะคุยเรื่องของกิน จากนั้นจะมีแฟนคลับมาคุยด้วยตลอดอยู่แล้วเราก็จะอ่านคอมเมนต์แล้วก็ตอบ

แพรวเล็ก : ถ้าเรื่องรูปเนี่ยคือหนูเป็นคนที่มีแต่รูปเผลอ รูปหลุดหน้าตาตลกๆ รูปสวยๆ ไม่ค่อยมีค่ะ เลยลงได้แค่วันละโพสต์เท่านั้น เพื่อที่จะได้มีรูปเหลือไว้ใช้ในวันต่อไป ของหนูจะแบ่งเป็น 2 เรื่องหลักๆ คือแนวตลกๆ ไปเลย เพราะส่วนมากรูปไม่ค่อยสวย และอีกรูปจะเป็นแนวให้กำลังใจมากกว่าค่ะ ส่วนเรื่องไลฟ์เนี่ยพูดตรงๆ หนูเป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง หนูจะชอบซ้อนประโยค ตอนช่วงก่อนจะไลฟ์เนี่ยหนูจะคิดเอาไว้แล้วว่า ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเรามีอะไรที่เด็ดหรือมีอะไรที่อยากจะพูดกับแฟนคลับบ้าง และจะเอามาพูดในไลฟ์ แต่ส่วนมากสิ่งที่คิดจะออกมาพูดได้แค่นิดเดียว

เวเฟอร์ : ของหนูเมื่อก่อนเวลาลงรูปแล้วไม่มีแคปชั่นจะเป็นรูปอิโมจิ ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่าเราจะต้องโพสต์อย่างไร แต่บางทีรูปไม่เหมาะกับแคปชั่น แต่ก็อยากโพสต์ให้แฟนคลับรับรู้ ตอนนั้นลงรูปแต่งตัวเท่ห์แต่ว่าลงแคปชั่นอะไรก็ไม่รู้ แล้วแฟนคลับถามว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน ส่วนในไลฟ์ถึงบ้านก็ตั้งกล้องเลย ที่บ้านมีน้องหมาอยู่ 2 ตัว เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวาผลัดกันมาโชว์หน้ากล้อง เหมือนเรามีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้นเป็นน้องหมา 2 ตัว คนก็จะ อุ๊ย!! น้องหมาน่ารักจังเลย เราก็จะจับขึ้นมาโชว์ คือใช้สัตว์เลี้ยงให้เป็นประโยชน์ค่ะ

น้ำหวาน : จริงๆ แล้วเป็นคนไม่ค่อยเล่นโซเชียล หนูก็พยายามเล่นให้มากขึ้น วันแรกมีคนตะโกนว่า อยากให้น้องทุกคนโพสต์รูปทุกวันเลย หนูก็แบบอืม เราต้องพยายามโพสต์ให้บ่อยที่สุด โพสต์ทุกวัน พยายามหารุปหาแคปชั่นเป็นแนวให้กำลังใจ ไม่ก็พูดฮาๆ ตลกๆ บ้าง ส่วนเรื่องไลฟ์ของหนูจะเป็นเล่นเปียโนให้เขาฟัง แต่จะเริ่มที่พูดคุยก่อน เหมือนคุยกับเพื่อนว่าแต่ละวันหนูไปเจออะไรมาบ้าง พอเล่าเสร็จก็จะมาเล่นเปียโน บางคนมาขอเพลงหนูก็เล่นให้เขา

http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222410.jpg

แองจี้ : ถ้าเป็นในเพจส่วนใหญ่จะเล่าไลฟ์สไตล์ให้แฟนคลับฟัง เพราะว่าแฟนคลับจะอยากรู้ว่าแองจี้ทำอะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะลงเป็น 3 เวลา และจะมีโพสต์ให้กำลังใจ สู้ไปด้วยกัน รูปที่เลือกส่วนใกญ่ก็จะเป็นรูปที่มีรอยยิ้มสดใส หรืออาจจะเป็นรูปไลฟ์สไตล์อย่างเช่นกินข้าวอยู่ก็ถ่ายเลย ถ้าเป็นในไลฟ์ ยิ่งสดเลยค่ะ สดเลยตามสถานการณ์จริงๆ อยู่ไหนก็ตรงนั้นเลยค่ะ ครั้งล่าสุดแองจี้ไปไลฟ์ที่ห้าง แล้วตอนนั้นแบตก็จะหมด แล้วตอนนั้นเราอยู่กลางห้าง เลยเดินไปที่ประชาสัมพันธ์ห้าง ไปตรงที่ชาร์จแบบตั้งโต๊ะ แองจี้ก็เลยต้องยืนไลฟ์ 1 ชั่วโมงโดยมีนักท่องเที่ยวเดินเข้ามาถามทางตลอดเวลา

วาวา : แต่ก่อนหนูเป็นคนไม่ค่อยเล่นโซเชียลเลย ไม่ค่อยโพสต์เลย แบบเป็นเดือนอะไรอย่างนี้ แล้วพอมาอยู่ตรงนี้เราจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ เราต้องคอยหารูป พี่พิมก็ช่วยแบบวาวาต้องโพสต์ บางทีเราคิดว่าวันนี้เราต้องโพสต์แน่ๆ พอตื่นขึ้นมาก็ "อ้าวเมื่อวานลืมโพสต์" คือเราไม่ชิน พออยู่ตรงนี้ก็เริ่มเก็บรูปไว้ คิดแคปชั่น วันนี้เราไปทำอะไรมา เราก็เล่าๆ ให้เขาฟัง ทุกคนเป็นยังไงกันบ้างคะ ส่วนมากจะให้กำลังใจ ถ้ามีคนมาคอมเมนต์ ส่วนในไลฟ์ก็ใครพิมอะไรมาก็ตอบ แต่ส่วนมากเป็นการชวนคุยมากกว่า

ตังตัง : โดยส่วนตัวจะเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว เลยมีรูปค่อนข้างเยอะพอสมควรเลย ส่วนแคปชั่น เนื่องจากเป็นคนตลกอยู่แล้ว แคปชั่นจะมาแนวตลกๆ อย่างวันนี้ก็พึ่งลงรูปไป ว่า "ถึงจะไม่มีลักยิ้ม แต่ก็มีแก้มนิ่มๆ ให้จับนะ" ส่วนไลฟ์ ตังตังจะคิดคอนเทนต์ของแต่ละสัปดาห์ แต่พอถึงเวลาจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ อย่างสัปดาห์แรกที่ต้องการแนะนำตัวให้ทุกคนได้รู้จัก เลยคิดเกมไปให้เลือก ข้าวกับก๋วยเตี๋ยว ให้ทุกคนทายว่าหนูชอบอะไรมากกว่ากัน อย่างล่าสุดคิดเกมทายใจ ถ้าคำถามนี้ตอบแบบนี้แสดงว่าจะเป็นคนแบบไหน แต่ปรากฏว่าพอไปถึงปุ๊บแฟนคลับก็ทักๆ สรุปไม่ได้เล่น ตอบคอมเมนต์จนแบบ "อ้าวเดี๋ยวดิ" เตรียมเกมมายังไม่ได้เล่นเลย


ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดไหนตั้งแต่เข้ามาอยู่ 7th Sense

น้ำหวาน : ก็เปลี่ยนไปนะคะ ได้ทำอะไรใหม่ๆ เยอะมากเลย อะไรที่ไม่เคยได้ลองทำก็ได้ลอง อย่างเช่นการมาออดิทอเรียม มาเจอแฟนคลับ ไม่เคยได้มายืนร้องเพลงให้กับคนดูมากมายอย่างนี้ ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เรื่องของการเรียนร้องเพลง มานั่งซ้อม ได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งเวลา ทำงานก็คือทำงานจริงๆ เรายังเรียนไม่จบ แต่เราต้องทำงานจริงๆ มันคือความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง คือเรียนรู้ตรงนั้นเลยว่าเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เรารู้จักการบริหารเวลา มีวินัยในตัวเองมากขึ้นค่ะ

ตังตัง : สิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะที่สุดก็น่าจะเป็นแฟนคลับค่ะ ตังตังไม่เคยมีแฟนคลับมาก่อน แต่ตอนนี้คนรู้จักมากขึ้นก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการวางตัว อย่างออกจากบ้านเราต้องมีการดูแลตัวเองมากขึ้น การวางตัวที่ดีมากขึ้น ส่วนเรื่องการร้องการเต้นก็ทำมากขึ้น จากที่ปกติแค่เล่นๆ งานอดิเรกที่ทำที่บ้านก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเราอยากจะจริงจังกับมันมากขึ้นค่ะ

http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222415.jpg

แพรวเล็ก : คือเมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่เล่นโซเชียลเลย โพสต์เดือนละครั้ง เป็นคนที่ไม่ค่อยพูด มีโลกส่วนตัวสูงมาก แต่พอได้เข้ามาทำตรงนี้ รู้สึกมันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ เลย ได้เปิดโลกใบใหม่ที่เราไม่เคยเห็น ได้พบปะผู้คนมากขึ้น เรียนรู้การเข้าสังคมมากขึ้น ที่จริงหนูพูดไม่รู้เรื่องมากกว่านี้อีกแต่พอได้คุยกับแฟนคลับนี่ดีขึ้นเยอะแล้วนะคะ หนูคิดว่าต่อไปนี้หนูคงจะพัฒนามากกว่านี้ เหมือนเราได้พูดคุยกับหลายๆ คนมากขึ้น ได้ซ้อมร้องซ้อมเต้น ได้ทำในสิ่งที่เรารักอะไรอย่างนี้อะค่ะ


คิดอย่างไรกับกฎที่บริษัทตั้งให้เรา ต้องปรับตัวเยอะไหม

แองจี้ : การเป็นไอดอล เราเป็นบุคคลสาธารณะ เราต้องวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับเยาวชน ให้เขาปฏิบัติตาม ให้เขามีแรงบันดาลใจใ ซึ่งแองจี้สมมุติว่าให้ไอดอลมีแฟน หรือว่าให้ไอดอลถ่ายรูปคู่กับคนอื่น เขาก็อาจจะคิดว่าเราวางตัวไม่เหมาะสม ทุกคนในวงก็มองว่ามันเป็นหน้าที่มากกว่า ในเมือเราเลือกที่จะมายืนตรงนี้แล้ว เราจะรู้ว่าเรามีหน้าที่อีกอย่างคือเราเป็นไอดอล เราเป็นแบบอย่าง

ตังตัง : อย่างของตังตัง จะมีไม่ชินโดยเฉพาะเรื่องของการถ่ายรูปคู่ เวลาไปเจอเพื่อน เพื่อนจะชอบมาแซวว่า "โอ๊ยถ่ายรูปคู่ได้ป่ะเนี่ย" หรือแบบ "คุยได้ป่ะเนี่ย" อย่างบางกฏที่บอกว่าห้ามโดนตัว ห้ามสัมผัสกัน ตอนแรกจริงๆ พวกเราไมได้คำนึงถึงกฏนั้นมาก แต่ตกใจที่โอตะเองเขาปกป้องเรามากเลย เหมือนมีครึ่งหนึ่งที่มีกิจกรรมการถ่ายภาพรวมกับแฟนคลับ เราก็เข้าไปยืนใกล้ๆ แต่ยังไม่โดนนะคะ โอตะเขาก็  "อุ๊ยๆ อย่าใกล้ครับๆ" เขาเซฟเราเขาไม่คิดที่จะละลาบละล้วง ถือโอกาสโดนตัวเรา เห็นแล้วก็ประทับใจ


http://media.krobkruakao.com/media/imagerelated/2018/07/relate222422.jpg

ต้นมอส : กฎต่างๆ ก็เหมือนที่แองจี้พูดค่ะ เนื่องจากเราเป็นไอดอลก็ควรจะเป็นต้นแบบที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกฏห้ามไปเที่ยวกลางคืน ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือว่าแต่งตัวโป๊เกินไป เพราะว่าเรายืนอยู่จุดนี้ก็มีคนจับตาดู รู้จักเรา เราต้องวางตัวให้ดี



อยากฝากอะไรถึงแฟนคลับไหม

แองจี้ : อยากจะฝากถึงแฟนคลับทุกคนเลยนะคะที่ติดตามทั้งวง 7th Sense และน้องๆ เมมเบอร์แต่ละคน อยากให้แฟนคลับติดตามพวกเราต่อไป พวกเราก็จะมีผลงานเพลง และเอ็มวีออกมาให้ทุกคนแน่นอนค่ะ อย่าลืมติดตามพวกเราด้วยนะคะ พวกเราจะสู้ไปด้วยกันแบบนี้ตลอดไปค่ะ

น้ำหวาน : อยากจะขอบคุณแฟนคลับจริงๆ ที่ร่วมตั้งไข่ไปกับเรา มีความหมายมากจริงๆ สำหรับพวกเรา ติดตามพวกเราทุกช่องนะคะ

ตังตัง : ฝากผลงานเพลงนะคะ อย่างที่บอกไป เรามี 4 ซิงเกิล มีเพลง "สัมผัสรัก"เป็นเพลงประจำชาติของวง เป็นเพลงที่มีชื่อเดียวกับชื่อวงนะคะ ส่วนอีก 3 ซิงเกิล มีเพลง "จ้องตา" เพลงจังหวะสนุกๆ น่ารักๆ เพลงที่สองคือเพลง "ของขวัญ" เพลงนี้ความหมายดี เพลงช้าซึ่งเนื้อหามอบให้กับแฟนคลับเลย เพลงที่สามคือเพลง "ฝันของเรา" ให้กำลังใจ สู้ๆ ไปด้วยกันนะคะ ติดตามได้ในเพจออฟฟิเชียลนะคะ ส่วนเอ็มวีเพลงสัมผัสรักเจอกัน เร็วๆ นี้ค่ะ


ขอบคุณภาพประกอบเนื้อหา และติดตามข่าวสารจากวง 7th Sense ได้ที่

FB : https://www.facebook.com/7thsensegirlgroup
YT :  https://www.youtube.com/channel/UCabtTY6ghtOyV-CRsQ4V8Vw
IG : @7thsensegirlgroup

บันเทิง

อ่านข่าวบันเทิงทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Application Krobkruakao Android

Krobkruakao

Application Krobkruakao IOS Application Krobkruakao Android
Application Ch3Thailand Android

Ch3Thailand

Application Ch3Thailand IOS Application Ch3Thailand Android
Application 3LIVE Android

3Live

Application 3LIVE IOS Application 3LIVE Android

รายการข่าวย้อนหลัง

APPLICATIONS